ถ้าตอนนี้ขายของ Shopee Lazada เป็นหลัก คงเคยเจอความรู้สึกนี้ ออเดอร์เข้าทุกวันก็จริง แต่พอหักค่าธรรมเนียมและส่วนลดแคมเปญแล้ว กำไรต่อชิ้นบางลงทุกที แถมคู่แข่งก็ตัดราคากันไม่หยุด หลายร้านเลยเริ่มมองหาช่องทางที่สอง ซึ่งคำตอบที่ได้ผลจริงไม่ใช่การย้ายหนีมาร์เก็ตเพลส แต่คือการขายเว็บตัวเองคู่มาร์เก็ตเพลสไปพร้อมกัน ให้แต่ละช่องทางทำหน้าที่ที่ถนัดที่สุด บทความนี้จะพาไปดูว่ามาร์เก็ตเพลสเก่งตรงไหน อ่อนตรงไหน เซลเพจของตัวเองเข้ามาเติมช่องว่างอะไร และจะใช้คู่กันแบบถูกกติกาได้ยังไง

จุดแข็งของการขายของ Shopee Lazada ที่ยังไงก็ไม่ควรทิ้ง

ก่อนพูดถึงเซลเพจ ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าการขายมาร์เก็ตเพลสมีข้อดีที่ช่องทางอื่นเลียนแบบได้ยาก

  • คนซื้อรวมอยู่ที่นั่น — ผู้ใช้เปิดแอปมาพร้อมความตั้งใจซื้ออยู่แล้ว แค่ลงสินค้าให้ถูกหมวด ตั้งชื่อให้ตรงคำค้น ก็มีโอกาสได้ออเดอร์โดยไม่ต้องยิงแอดเลย
  • ความเชื่อใจสูง — ระบบเก็บเงินกลาง การคืนเงินคืนสินค้า และรีวิวจากผู้ซื้อจริง ทำให้ลูกค้าใหม่กล้าสั่งกับร้านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
  • ระบบหลังบ้านครบ — ชำระเงิน ขนส่ง แฟลชเซล โปรแกรมส่งฟรี มีให้พร้อมใช้ ร้านเล็ก ๆ เริ่มขายได้ในวันเดียว

มาร์เก็ตเพลสจึงเหมาะมากกับสินค้าที่คนรู้จักอยู่แล้วและค้นหาด้วยชื่อโดยตรง เช่น ของใช้ในบ้าน อะไหล่ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ลูกค้าเทียบสเปกกับราคาแล้วตัดสินใจได้เลย

จุดอ่อนที่คนขายมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียวต้องเจอ

แต่พอขายไปสักพัก ข้อจำกัดของการพึ่งช่องทางเดียวจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ

  1. สงครามราคา — สินค้าแบบเดียวกันวางเรียงกันเป็นสิบร้าน ลูกค้ากดเรียงจากราคาต่ำไปสูงได้ในคลิกเดียว ไม่ลดตามก็เสียยอด ลดตามก็เหลือกำไรนิดเดียว
  2. โดนหักหลายต่อ — ทั้งค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมชำระเงิน ค่าเข้าร่วมแคมเปญ รวมแล้วหลายเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย และปรับเพิ่มได้ตามนโยบายแพลตฟอร์ม
  3. ไม่ได้เป็นเจ้าของลูกค้า — ข้อมูลลูกค้าอยู่กับแพลตฟอร์ม เราติดต่อกลับไปทำการตลาดเองไม่ได้ ลูกค้าจะซื้อซ้ำก็ต้องผ่านหน้าแอป ซึ่งอาจเจอร้านคู่แข่งก่อนเจอเรา
  4. กติกาเปลี่ยนได้ตลอด — อัลกอริทึมการมองเห็น เงื่อนไขแคมเปญ ค่าธรรมเนียม ล้วนอยู่นอกการควบคุมของร้าน ยอดตกทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดก็เกิดขึ้นได้

สรุปคือมาร์เก็ตเพลสให้ทราฟฟิกมหาศาลก็จริง แต่แลกมากับการแข่งขันสูง กำไรบาง และไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลยนอกจากสต๊อกในมือ

ทำไมมีเซลเพจของตัวเองคู่กันถึงได้เปรียบ

เซลเพจคือหน้าเว็บขายของหน้าเดียวที่เราเป็นเจ้าของเอง ออกแบบได้ทั้งหมดตั้งแต่รูป เรื่องราว จนถึงปุ่มสั่งซื้อ และเข้ามาอุดจุดอ่อนของมาร์เก็ตเพลสได้เกือบทุกข้อ

  • ไม่มีคู่แข่งบนหน้าเดียวกัน — ลูกค้าเห็นแค่สินค้าเรา ไม่มีแถบสินค้าใกล้เคียงของร้านอื่นมาแย่งความสนใจ
  • ไม่โดนหักค่าคอมมิชชันต่อออเดอร์ — เหลือเพียงค่าธรรมเนียมชำระเงินตามผู้ให้บริการที่เลือกใช้ ส่วนต่างตรงนี้คือกำไรที่กลับมาทันที
  • ได้ข้อมูลลูกค้าเก็บไว้เอง — ทั้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร นำไปดูแลลูกค้าเก่า แจ้งโปรใหม่ และสร้างยอดซื้อซ้ำได้ในระยะยาว
  • เล่าเรื่องสินค้าได้เต็มที่ — สินค้าที่ต้องอธิบาย เช่น สกินแคร์ อาหารเสริม คอร์สเรียน มีพื้นที่เล่าปัญหา วิธีใช้ รีวิว ได้ยาวเท่าที่ต้องการ ต่างจากหน้ามาร์เก็ตเพลสที่มีโครงตายตัว

ใครยังชั่งใจว่าสองช่องทางต่างกันแค่ไหน อ่านเปรียบเทียบละเอียดได้ที่ เซลเพจ vs มาร์เก็ตเพลส เลือกขายที่ไหนดี แล้วจะเห็นชัดว่าทำไมคำตอบที่ดีที่สุดคือใช้ทั้งคู่

ขายของ Shopee Lazada คู่กับเซลเพจ แบ่งหน้าที่ยังไงให้เสริมกัน

หัวใจของการขายสองช่องทางคือไม่ให้แย่งลูกค้ากันเอง แต่ให้แต่ละช่องรับลูกค้าคนละกลุ่ม

มาร์เก็ตเพลส รับคนที่ค้นหาพร้อมซื้อ

คนที่เปิดแอปแล้วพิมพ์ชื่อสินค้า คือคนที่ตัดสินใจเกือบสุดแล้ว อยากเทียบราคา เก็บโค้ดส่งฟรี กลุ่มนี้ปล่อยให้ปิดการขายจบในมาร์เก็ตเพลสไปเลย หน้าที่ของเราคือทำหน้าร้านให้แข็งแรง รูปสวย รีวิวดี ตอบแชทไว

เซลเพจ รับทราฟฟิกที่เราสร้างเอง

ส่วนคนที่เห็นเราจากโฆษณา Facebook หรือ TikTok จากคลิปรีวิว หรือกดผ่านลิงก์ในไบโอบนโซเชียล กลุ่มนี้คือทราฟฟิกที่เราลงแรงลงเงินสร้างมาเอง ควรพาเข้าเซลเพจโดยตรง เพราะถ้าพาไปมาร์เก็ตเพลส นอกจากโดนหักค่าธรรมเนียมแล้ว ลูกค้ายังอาจไหลไปร้านคู่แข่งที่ระบบแนะนำขึ้นมาข้าง ๆ อีกด้วย

ผลพลอยได้คือ บางคนเห็นแอดแล้วยังไม่ซื้อทันที แต่จำแบรนด์ได้ แล้วไปค้นหาซื้อในมาร์เก็ตเพลสภายหลัง ยอดสองช่องทางจึงหนุนกันมากกว่าแข่งกัน

ขายสองช่องทางแบบถูกกติกา ไม่เสี่ยงโดนแพลตฟอร์มลงโทษ

เรื่องที่ต้องย้ำชัด ๆ คืออย่าใช้พื้นที่ของมาร์เก็ตเพลสดึงลูกค้าออกไปซื้อนอกระบบ เพราะผิดกติกาแพลตฟอร์มโดยตรง ตัวอย่างที่ไม่ควรทำ เช่น

  • ส่งลิงก์เว็บหรือช่องทางแชทภายนอกในแชท Shopee Lazada เพื่อชวนไปโอนตรง
  • ใส่เบอร์โทร ไลน์ไอดี หรือข้อความชวนซื้อนอกระบบบนรูปสินค้าและคำอธิบาย
  • ชวนลูกค้ายกเลิกออเดอร์ในระบบแล้วไปสั่งใหม่ข้างนอก

พฤติกรรมแบบนี้เสี่ยงตั้งแต่โดนลดการมองเห็นไปจนถึงระงับร้าน ซึ่งไม่คุ้มเลย แนวทางที่ถูกต้องคือแยกให้ชัด ลูกค้าที่มาจากมาร์เก็ตเพลสให้ดูแลจบในระบบอย่างเต็มที่ ส่วนการโปรโมตเซลเพจให้ทำผ่านช่องทางของเราเอง ทั้งเพจ Facebook, TikTok, Instagram หรือ LINE OA ใช้ชื่อร้านเดียวกันทุกช่องให้ลูกค้าจำง่าย เมื่อประทับใจสินค้า เขาจะตามหาช่องทางอื่นของเราเจอเองตามธรรมชาติ แบบนี้ปลอดภัยและยั่งยืนกว่ามาก

ติด Pixel บนเซลเพจ วัดผลโฆษณาได้แม่นกว่า

ข้อได้เปรียบใหญ่ที่หลายคนมองข้ามคือการวัดผลโฆษณา ถ้ายิงแอดส่งคนไปหน้าร้านมาร์เก็ตเพลส เราติด Pixel ของตัวเองบนหน้านั้นไม่ได้ สิ่งที่รู้จึงมีแค่ยอดคลิก แต่ตอบไม่ได้ว่าแอดตัวไหนพาคนมาซื้อจริงกี่ออเดอร์

ส่วนเซลเพจของเราติดได้ทั้ง Facebook Pixel และ Conversion API เห็นครบตั้งแต่คนเข้าชม กดสั่งซื้อ จนถึงกรอกที่อยู่ ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งกลับไปให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ว่าลูกค้าแบบไหนซื้อจริง ช่วยให้แอดรอบถัดไปเจาะกลุ่มได้ตรงขึ้น อ่านวิธีตั้งค่าทีละขั้นได้ที่ วิธีติด Facebook Pixel และ Conversion API

ถ้าสร้างเซลเพจกับ KirinCore เรื่องนี้ยิ่งง่าย เพราะระบบรองรับ Pixel และ Conversion API ในตัว แค่วางรหัสก็ใช้งานได้โดยไม่ต้องแตะโค้ด พร้อมสถิติเรียลไทม์ให้เห็นว่าวันนี้มีคนเข้ากี่คน สั่งซื้อกี่ออเดอร์ มาจากช่องทางไหน

จัดการสต๊อกและราคาให้ตรงกันทุกช่องทาง แล้วเริ่มลงมือ

พอขายหลายช่องทาง จุดที่พลาดบ่อยคือสต๊อกกับราคาไม่ตรงกัน ป้องกันได้ด้วยวิธีง่าย ๆ

  • แบ่งโควตาสต๊อก — สินค้าขายดีให้กำหนดจำนวนที่เปิดขายในแต่ละช่อง และอัปเดตทันทีเมื่อของใกล้หมด จะได้ไม่ขายเกินจนต้องยกเลิกออเดอร์ ซึ่งกระทบคะแนนร้านในมาร์เก็ตเพลสโดยตรง
  • เช็กสต๊อกเวลาเดิมทุกวัน — ตั้งรอบตายตัว เช่น ตอนเช้ากับก่อนปิดยอด ให้ตัวเลขทุกช่องอัปเดตพร้อมกัน
  • วางนโยบายราคาให้สอดคล้อง — ราคาตั้งต้นควรใกล้เคียงกันเพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน แล้วสร้างความต่างด้วยข้อเสนอเฉพาะช่องทาง เช่น เซ็ตสุดคุ้มหรือคูปองบนเซลเพจ ส่วนมาร์เก็ตเพลสก็เล่นแคมเปญของแพลตฟอร์มไป

สรุปง่าย ๆ ขายของ Shopee Lazada ต่อไปให้เต็มที่ แล้วเพิ่มเซลเพจของตัวเองเป็นอีกขาหนึ่ง ช่องหนึ่งรับคนค้นหา อีกช่องรับทราฟฟิกที่เราสร้างเอง กำไรเฉลี่ยดีขึ้น ข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือ และธุรกิจไม่ต้องแขวนอยู่กับกติกาของใครคนเดียว KirinCore ช่วยให้คุณสร้างเซลเพจแบบลากวางได้เองใน 5 นาที ไม่ต้องเขียนโค้ด พร้อมระบบสินค้า ออเดอร์ คูปอง และสถิติเรียลไทม์ครบในที่เดียว สมัครใช้งานฟรีที่นี่ แล้วให้สองช่องทางช่วยกันดันยอดร้านของคุณ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ขายของ Shopee Lazada อยู่แล้ว จำเป็นต้องมีเซลเพจอีกไหม

ไม่บังคับ แต่ช่วยได้มาก เพราะเซลเพจรับทราฟฟิกจากโฆษณาและโซเชียลได้โดยไม่โดนหักค่าคอมมิชชัน ไม่มีคู่แข่งบนหน้าเดียวกัน และเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ทำการตลาดซ้ำได้ ส่วนมาร์เก็ตเพลสก็ยังรับลูกค้าที่ค้นหาสินค้าในแอปเหมือนเดิม สองช่องทางเสริมกันมากกว่าแข่งกัน

ส่งลิงก์เซลเพจให้ลูกค้าในแชท Shopee หรือ Lazada ได้ไหม

ไม่ควรทำ เพราะการชวนลูกค้าไปทำธุรกรรมนอกแพลตฟอร์มผิดกติกาของมาร์เก็ตเพลส เสี่ยงโดนลดการมองเห็นจนถึงระงับร้าน ให้ดูแลลูกค้าจากมาร์เก็ตเพลสจบในระบบ แล้วโปรโมตเซลเพจผ่านช่องทางของเราเอง เช่น เพจ โซเชียล ลิงก์ในไบโอ หรือโฆษณาแทน

ควรตั้งราคาบนเซลเพจถูกกว่ามาร์เก็ตเพลสไหม

แนะนำให้ตั้งราคาตั้งต้นใกล้เคียงกันเพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน แล้วสร้างความต่างด้วยข้อเสนอเฉพาะช่องทางแทน เช่น เซ็ตสุดคุ้ม ของแถม หรือคูปองบนเซลเพจ เพราะฝั่งเซลเพจไม่โดนหักค่าคอมมิชชัน จึงมีพื้นที่จัดโปรได้มากกว่าโดยที่กำไรไม่หาย

ยิงแอดพาคนไปเซลเพจหรือไปหน้าร้านมาร์เก็ตเพลสดีกว่ากัน

ถ้าเป้าหมายคือวัดผลและคุมต้นทุน พาไปเซลเพจดีกว่า เพราะติด Facebook Pixel และ Conversion API ได้ เห็นครบว่าแอดตัวไหนสร้างออเดอร์จริง ส่วนหน้าร้านมาร์เก็ตเพลสติด Pixel ของเราเองไม่ได้ วัดได้เพียงจำนวนคลิกเป็นหลัก

ทำเซลเพจคู่กับมาร์เก็ตเพลสต้องใช้งบเยอะไหม

ไม่จำเป็น เริ่มได้ฟรี เช่น สร้างเซลเพจด้วย KirinCore ที่ใช้วิธีลากวาง ไม่ต้องเขียนโค้ด มีระบบสินค้า ออเดอร์ คูปอง และสถิติให้พร้อม ช่วงแรกใช้ลิงก์ในไบโอกับคอนเทนต์โซเชียลพาคนเข้าเซลเพจก่อน แล้วค่อยขยับไปยิงโฆษณาเมื่อพร้อม

บทความที่เกี่ยวข้อง